ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn)

# การปลูกข้าวโพดหวานในประเทศไทย



ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งในประเทศไทย โดยมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั้งเพื่อบริโภคสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น อาหารกระป๋องหรือขนมขบเคี้ยว การปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่ให้ผลผลิตดีที่สุดในช่วงต้นฤดูฝนหรือฤดูหนาว เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสมและปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ข้าวโพดหวานไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้ที่ดีสำหรับเกษตรกร แต่ยังมีประโยชน์ทางโภชนาการสูง ช่วยบำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคต่าง ๆ บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนการปลูกโดยละเอียด เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

## พันธุ์ข้าวโพดหวานที่นิยมในประเทศไทย

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของไทยมีหลายชนิด โดยแบ่งเป็นพันธุ์ผสมเปิดและพันธุ์ลูกผสม พันธุ์ผสมเปิดมีลักษณะไม่แน่นอน แต่สามารถเก็บเมล็ดไว้ขยายพันธุ์ต่อได้ เช่น พันธุ์ซุปเปอร์ฮาร์โก้และซุปเปอร์สวิท ส่วนพันธุ์ลูกผสมให้ผลผลิตสม่ำเสมอ แต่ไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อ เช่น พันธุ์ชูการ์ 73, อินทรี 2, ไฮ-บริกซ์ 10, ชูการ์ 74, ชัยนาท 2 (ผลผลิต 2,900-3,000 กก./ไร่ อายุเก็บเกี่ยว 70-73 วัน) และสงขลา 84-1 (ผลผลิต 2,500-2,800 กก./ไร่ คุณภาพหวาน นุ่ม อายุเก็บเกี่ยว 73-75 วัน) ควรเลือกพันธุ์ตามสภาพพื้นที่ เช่น พันธุ์อินทรีย์ 2 จากศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ หรือพันธุ์จัมโบ้สวีทสำหรับพื้นที่กาญจนบุรี และทดลองปลูกก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าพันธุ์นั้นเหมาะสม

## สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ข้าวโพดหวานเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี มีค่า pH ระหว่าง 5.5-6.5 ไม่ชอบดินน้ำขังหรือดินทรายล้วนเพราะอาจทำให้รากเน่า อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-35 องศาเซลเซียส หากร้อนเกินไปอาจทำให้ดอกไม่ผสมพันธุ์ ในฤดูฝนควรยกร่องเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง ส่วนฤดูแล้งต้องมีแหล่งน้ำชลประทานหรือบ่อบาดาล การปลูกแซมกับไม้ยืนต้นเพื่อให้ร่มเงาจะช่วยลดปัญหาแดดเผาได้ดี ประเทศไทยสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงแนะนำคือเดือนพฤษภาคม (ต้นฤดูฝน) เพื่อเก็บเกี่ยวในเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม หรือเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน (ฤดูหนาว) เพื่อเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

## การเตรียมดินและพื้นที่

การเตรียมดินเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อกำจัดวัชพืชและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เริ่มด้วยการไถดะลึก 20-30 เซนติเมตรเพื่อย่อยดินและกำจัดเศษซากพืช จากนั้นตากดินทิ้งไว้ 7-10 วันเพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงบางชนิด แล้วไถแปรหรือพรวนดินอีกครั้งเพื่อให้ดินร่วนซุย ควรหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ 1-2 ตันต่อไร่เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร หากดินกรดมากให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับ pH สำหรับพื้นที่น้ำขังง่ายให้ยกร่องสูง 25-30 เซนติเมตร และขุดร่องระบายน้ำรอบแปลง

## วิธีการปลูก

ก่อนปลูก คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันโรค เช่น เมทาแลกซิล 35% อีเอส (7 มิลลิลิตรต่อเมล็ด 1 กก.) เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง และสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูเอส (5 กรัมต่อเมล็ด 1 กก.) เพื่อป้องกันแมลง ปลูกแบบแถวเดี่ยวโดยมีระยะระหว่างแถว 70-75 เซนติเมตร ระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ลึก 3-5 เซนติเมตร แล้วกลบดินบาง ๆ จำนวนต้นที่เหมาะสมคือ 8,500-11,000 ต้นต่อไร่ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ (บริโภคสดหรือแปรรูป) รดน้ำทันทีหลังปลูกเพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ เมื่อต้นอายุ 10-14 วัน ให้ถอนแยกเหลือ 1 ต้นต่อหลุม

## การดูแลรักษา ### การให้น้ำ

ข้าวโพดหวานต้องการน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงงอกและออกฝัก ให้น้ำทันทีหลังปลูก แล้วทุก 7-10 วัน อย่างน้อย 1 ครั้ง วิธีการให้น้ำ ได้แก่ พ่นฝอย รดในร่อง หรือปล่อยท่วม แต่หลีกเลี่ยงน้ำขังเพื่อป้องกันรากเน่า ในฤดูฝนให้น้ำ 12 วันต่อครั้ง ฤดูแล้งให้น้ำทุกสัปดาห์ หยุดให้น้ำ 5-7 วันก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มความหวาน

### การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยแบ่ง 3 ครั้งเพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอ ครั้งแรก: ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-20-0 อัตรา 50-67 กก./ไร่ รองพื้นก่อนปลูก ครั้งที่สอง: เมื่ออายุ 25-30 วัน ใส่สูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 อัตรา 25-50 กก./ไร่ โรยข้างแถวแล้วพรวนกลบ ครั้งที่สาม: เมื่ออายุ 40-45 วัน ใส่สูตรเดียวกับครั้งสอง หากใบเหลืองให้ใส่เพิ่ม

### การกำจัดวัชพืช

วัชพืชลดผลผลิตได้ถึง 80% หากไม่กำจัดในช่วง 2-6 สัปดาห์หลังงอก วิธีกำจัด ได้แก่ ดายหญ้าด้วยมือหรือจอบ 1-2 ครั้ง (ครั้งแรกอายุ 2-3 สัปดาห์) หรือใช้เครื่องจักรพรวนระหว่างแถว สำหรับสารเคมี ใช้พาราควอต 400-500 มล./ไร่ พ่นก่อนปลูก 10-20 วัน หรืออะลาคลอร์ 700-800 มล./ไร่ พ่นคลุมดินก่อนงอก หลีกเลี่ยงสารเคมีก่อนออกดอกเพื่อความปลอดภัย

### การป้องกันศัตรูพืชและโรค

ศัตรูหลัก ได้แก่ หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยอ่อน มอดดิน โรคราน้ำค้าง โรคใบไหม้แผลใหญ่ และโรคราสนิม ป้องกันโดยคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีก่อนปลูก และพ่นสารเช่น ไดเมโทมอร์ฟ 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สำหรับโรคราน้ำค้าง หรืออะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล 10 มล./น้ำ 20 ลิตร สำหรับโรคใบไหม้ พ่นทุก 7 วันเมื่อพบอาการ และหยุดก่อนเก็บเกี่ยว 5-14 วัน

## การเก็บเกี่ยว

เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 70-75 วัน หรือหลังออกไหม 18-20 วัน โดยสังเกตไหมแห้งสีดำและเมล็ดปลายฝักสีเหลืองอ่อน หักฝักสดที่ก้านติดลำต้นเพื่อรักษาความสดนาน 48 ชั่วโมง สำหรับพันธุ์ผสมเปิดเก็บหลายครั้งภายใน 5-7 วัน หลังเก็บให้ไถกลบต้นเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ผลผลิตเฉลี่ย 2,200-3,000 กก./ไร่

## ประโยชน์และรายได้ทางเศรษฐกิจ

ข้าวโพดหวานอุดมด้วยสารลูทีน ซีเซทีน เควซิติน และกรดเฟอรูลิก ช่วยบำรุงสายตา ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง และโรคหลอดเลือด นำมาปรุงอาหารหลากหลาย เช่น ต้ม นึ่ง ปิ้ง หรือแปรรูปเป็นแป้ง น้ำมัน น้ำเชื่อม นม และเครื่องสำอาง ด้านเศรษฐกิจ การปลูก 1 ไร่ลงทุนประมาณ 5,220 บาท ได้ผลผลิต 2,200 กก. ขายราคา 4.5 บาท/กก. มีรายได้ 10,420 บาท กำไรสุทธิ 5,200 บาท เป็นพืชที่ปลูกง่าย รายได้สูง และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรไทย

pakae

เคยศึกษา Bechelor of science ที่ Rajamangala Institute of Technology Phitsanulok Campus ยังได้ศึกษาในด้าน Horticultural Sciences เคยศึกษา Master of Science ที่ Maejo University Chaingmai ยังได้ศึกษาในด้าน Soil sciences

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า